ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยสูงขึ้น : สะเทือนเศรษฐกิจ-อสังหาฯ ครึ่งปีหลัง 2562

เพิ่งจะผ่านครึ่งปีแรกของปี 2562 หลายคนก็พอจะเริ่มมองเห็นภาพของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง ด้วยจากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสแรกปี 2562 ขยับต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2562 จาก 3.8% ลงมาอยู่ที่ 3.6% และประเมินสถานการณ์กันต่อแบบรายไตรมาส เนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสะเทือนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน และปัญหาหนึ่งในนั้นคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ชี้ให้เห็นถึงหนี้สินครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และโดยเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เท่ากับ 78.6% เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย สำหรับไตรมาสแรกปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดูจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ที่มีการขยายตัวถึง 10.1% สูงที่สุดในรอบ 5 ปี

มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่(LTV) ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่(LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อคุมเข้มสินเชื่อบ้าน ด้วยการกำหนดสัดส่วนวงเงินสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ก็คือใครที่ต้องการที่จะซื้อบ้านหลังที่ 2-3 ต่อไปนั้นจะต้องวางเงินดาวน์ประมาณ 20-30% ของราคาอสังริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นเงินก้อนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า ในช่วงปลายปี 2561นั้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีความคึกคัก เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แข่งขันทำโปรโมชั่น ลดราคา แลก แจก แถม ส่งแคมเปญการตลาดต่าง ๆ ที่น่าสนใจออกมาประชันกันสุดฤทธิ์เพื่อกระตุ้นยอดขายโครงการสร้างเสร็จ เพื่อเร่งการตัดสินใจของผู้ซื้อให้รีบโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 ก่อนมาตรการ LTV จะเริ่มมีผลบังคับใช้ สอดคล้องกับยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมีการปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

ธนาคารเริ่มสกัดหนี้ เพิ่มมาตรการการขอสินเชื่อเข้ม

ด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มีอัตราเพิ่มขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละครัวเรือน รวมทั้งมีหลายประเด็นที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แก่

  1. การก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยของครัวเรือน ภายหลังการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ น่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง และทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว
  2. การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่น ๆ รวมถึงบัตรเครดิตอาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อกำกับดูแลและควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ดูแลการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR)

การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง การติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม

กำลังซื้อชะลอ กระทบอสังหาริมทรัพย์ ครึ่งปีหลัง 

ถึงแม้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยนั้นยังมีความจำเป็นอยู่ แต่จากมาตรการต่าง ๆ และการคุมเข้มของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด อาจทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อได้ จึงส่งผลให้เกิดการชะลอการตัดสินใจ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองหรือซื้อเพื่อลงทุน และแน่นอนว่าเมื่อกำลังซื้อลดลงก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีคอนโดมิเนียมที่ยังต้องเร่งระบายออกมาขายก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะล้นตลาดทำเลที่มีความต้องคอนโดมิเนียมสูงสุดยังคงเป็นเขตวัฒนาและที่อื่น ๆ ตามลำดับ เช่น ย่านเอกมัย, ทองหล่อ และพร้อมพงษ์ ขณะที่เขตวัฒนาจะมีความต้องการทาวน์เฮ้าส์สูงที่สุด ส่วนเขตประเวศมีสัดส่วนจำนวนความต้องการบ้านเดี่ยวสูงที่สุด

อย่างไรก็ตาม จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอัตราการดูดซับลดลงจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อออกไปภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ช่วงไตรมาสแรกปี 2562 มีการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า

โดยตลอดปี 2562 มีการคาดการณ์คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 55,000 ยูนิต ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 16.6% ซึ่งการเปิดโครงการที่ลดลง จะทำให้อุปทานสะสมไม่เพิ่มขึ้นมาก ถือว่าดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม

ใครที่กำลังมองหาหรือกำลังตัดสินใจที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้นั้นก็คงจะต้องเตรียมเอกสารไว้เพื่อยื่นกู้กับธนาคารให้รอบคอบและเอกสารนั้นก็จะต้องมีความชัดเจนของรายได้เพื่อจะได้ง่ายในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็วนะคะ